วันพุธที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

วอนรักพระเพลิงฯ (๔) - 30%



 
“มิโกะอากิซัง!! คุณมาทำอะไรที่นี่!!!” ผม ผุดลุกขึ้นนั่งด้วยความระแวดระวัง ประสาทรับรู้ตื่นตัวเต็มที่แม้จะยังมึนงงว่าผมมาอยู่ในห้องสีขาวของโรง พยาบาลได้อย่างไรทั้งที่ก่อนหน้านี้จำได้ว่านั่งรอคุณอัคคีอยู่หน้าคอนโด

 
“แหมๆ นั่นเป็นประโยคแรกที่เธอใช้พูดกับผู้มีพระคุณเหรอนารุซาว่าคุง” เสียงหวานหยดย้อยทว่าเคลือบไว้ด้วยยาพิษเอ่ยเย้า ร่างระหงแลดูเย้ายวนในชุดกี่เผ้าสีเพลิงเดินกรีดกรายเข้ามาเชยคางผมขึ้น

 
เรา สองคนสบตากันในระยะประชิดราวหยั่งเชิง กลิ่นเครื่องหอมจากร่างตรงหน้าลอยอบอวลในอากาศ ผมขมวดคิ้วมุ่นยกชายเสื้อขึ้นปิดจมูกโดยอัตโนมัติ

 
หาก คุณยังไม่ลืม ผมเคยบอกแล้วว่ามิโกะอากิหัวหน้ากลุ่มย่อยที่สี่คือผู้ชื่นชอบการฆ่าคนด้วย ยาพิษ และอีกอย่างที่ผมไม่ได้บอกคือเธอเปรียบเสมือนดอกไม้งามที่ทรงเสน่ห์และเจ้า เล่ห์สุดๆ!!

 
“กี่ครั้งๆ ผมก็ไม่เคยทำใจชอบวิธีการลอบกัดของคุณเอาซะเลยนะครับ” ผมพูดเสียงเย็น

 
“อย่าง กับเธอไม่เคยลอบกัดใครอย่างนั้นแหละ จุ๊ๆ อย่าทำหน้าน่ากลัวสิจ๊ะ เย็นชาไม่เปลี่ยนเลยน้าเธอเนี่ย ฉันก็แค่หยอกเล่นเองน่า” มิโกะอากิซังเบ้หน้าเซ็งๆ แล้วสะบัดมือวูบ กลิ่นหอมอ่อนรอบกายจึงเลือนหายไป

 
“ไม่ ตลกครับ” ถ้าผมไม่เอะใจคงสูดกลิ่นเครื่องหอมที่สกัดจากดอกไม้ที่มีพิษต่อระบบทางเดิน หายใจเข้าไปเต็มปอดแล้ว บอกแล้วผู้หญิงคนนี้ร้ายกาจเพราะเชี่ยวชาญพิษทุกชนิดและยังมีร่างกายพิเศษ ที่สามารถทนทานต่อพิษที่ตัวเองปรุงขึ้นมาได้เกือบทุกชนิด ไม่รู้ว่าจะขำออกหรือเปล่าหากคุณรู้ว่าเธอเป็นหมอ... หมอที่ฆ่าคนไข้ได้ด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม!!!

 
“เอา ล่ะๆ ฉันไม่ได้มาเพื่อเล่นสงครามสายตากับเธอนะนารุซาว่าคุง” มิโกะอากิซังโยนปืนคืนให้ผมอย่างง่ายๆ ผมรับมาวางไว้ข้างกายแล้วเงียบรอฟังว่าผู้หญิงใจร้ายที่ต่อให้มีเด็กน้อย หน้าตาน่ารักน่าชังกำลังจะตายอยู่ตรงหน้าก็สามารถเดินผ่านราวเห็นขยะชิ้น หนึ่งอย่างเธอว่าต้องการอะไรถึงได้ช่วยเก็บผมที่วูบหมดสติและพามารักษา “สายตาเธอบอกว่าอยากรู้ว่าทำไมฉันถึงช่วยเธอ คิกๆ”

 
“แล้วเพราะอะไรล่ะครับ” ผมจงใจเมินเสียงหัวเราะที่ออกจะมากจริตเกินงามของเธอไป

 
“ก็ ไม่มีอะไรมาก ฉันแค่เสียดายหากต้องปล่อยให้ทรัพยากรอันมีคุณค่าอย่างเธอตายไป ดูเหมือนเธอจะถูกอัคคีคุงเตะโด่งออกมาสินะ ว่าไง... ไม่คิดมาอยู่กับฉันหรือ” ร่างระหงทิ้งตัวลงนั่งข้างกายผม นิ้วเรียวสวยที่เคลือบด้วยสีแดงสดไล้ต้นคอผมอย่างแผ่วเบา “ฉันให้เธอได้ทุกอย่างเท่าที่เธอต้องการ เงิน อำนาจ ผู้หญิง หรือแม้แต่ความรัก...

 
“!?!?!”

 
“สิ่งที่เธอไม่เคยได้จากอัคคีคุงไงล่ะ”

 
เพี๊ยะ!

 
ผม กัดฟันกรอดปัดมือเธออกอย่างแรงด้วยความเดือดดาน บอดี้การ์ดของเธอพร้อมใจกันเล็งปืนมายังผมทันที แต่ใครสนล่ะ ตอนนี้ยอมรับว่าความโกรธแล่นริ้วขึ้นมาจนแทบประทุ กระบอกปืนมันวาวถูกส่งไปจ่อหัวสวยๆ ของมิโกะอากิซังอย่างรวดเร็วพอกัน

 
เอาสิ!! ถ้าพวกมันยิงผม แน่นอนว่าเจ้านายพวกมันก็จะตายไปพร้อมๆ กับผมเนี่ยแหละ!!!

 
บรรยากาศ เริ่มตึงเครียดเพราะทั้งสองฝ่ายไม่มีใครยอมใคร เสี้ยวนาทีผมเห็นนัยน์ตาของมิโกะอากิซังวาวโรจน์ แต่ก็เพียงเสี้ยวนาทีเท่านั้นก่อนเธอระงับความโกรธไว้ได้และโบกมือไล่คนพวก นั้นออกไปนอกห้อง ผมจึงลดปืนในมือลง

 
“ยังใจเด็ดไม่เปลี่ยน... เอาจริงๆ ไม่คิดมาอยู่กับฉันเหรอ?”

 
“ผม ว่าเราพูดกันรู้เรื่องแล้วนะครับว่าผมไม่คิดจะเปลี่ยนเจ้านาย” ก็คิดอยู่แล้วว่าเธอคงมีเหตุผลที่ยอมปล่อยผมไปทั้งที่เพิ่งถูกผมลูบคมไป ตั้งแต่เมื่อก่อนมาแล้วเจอกันทีไรเธอมักจะยื่นข้อเสนอต่างๆ มาเพื่อโน้มน้าวผมให้ยอมแปรพักตร์ไปอยู่กับเธอ
 
นั่น สินะผมลืมมันไปได้ยังไงว่าเมื่อก่อนเราเกือบจะบาดหมางกันก็เพราะเรื่องนี้ คือไม่ใช่อะไรแค่เพียงผมเบื่อและรำคาญที่ถูกตามตื้อ จึงเผลอตวาดด่าเธอไปและผลที่ตามมาติดๆ คือเกือบโดนวางยา ความจริงเรื่องแค่นี้อาจไม่ต้องถึงกับเอาชีวิตกันก็ได้ แต่บังเอิญตอนนั้นผมดันพูดคำต้องห้ามออกไปเนี่ยสิ

 
‘ก็บอกว่าไม่สนใจ ไม่ไป ไม่ต้องการอะไรทั้งนั้นแหละ ยัยแก่เอ้ย!!!

 
ครับ... ‘ยัยแก่’ นั่นแหละประเด็นหลักที่เกือบทำผมดับ =_=^

 
ก็พูดความจริงนี่ครับ ถึงเธอจะสวยแลดูสาวและกระฉับกระเฉงขนาดไหนแต่ก็เปลี่ยนความจริงที่ว่าเธออายุปาเข้าไปเกือบหกสิบไม่ได้

 
“ถึงแม้เขาจะไม่ต้องการเธอน่ะหรือ?”

 
“ครับ” ต่อให้เขาไม่ต้องการ ผมก็ยังจะยืนอยู่ตรงนั้น ข้างๆ เขานั่นแหละ

 
“เพราะแบบนี้ไงฉันถึงอยากได้ตัวเธอนัก จะมีซักกี่คนในวงการนี้กันที่ซื่อสัตย์ได้เท่าเธอ” มิโกะอากิซังทำสีหน้าเสียดาย

 
“ผมไม่ได้เก่งและมีค่าขนาดที่ทำให้คุณสนใจ” ผมไม่เข้าใจ ทำไมเธอถึงยึดติดกับผมนักทั้งที่ผมไม่เคยมีผลงานอะไรนอกจากงานเล็กๆ น้อยๆ

 
“ฉัน ไม่ได้ตาถั่วเหมือนลูกกระจ๊อกพวกนั้น หากเธอดีไม่พอมีหรือที่นายใหญ่จะส่งมาคุ้มครองอัคคีคุง” เธอเปรยสีหน้ายังแสดงความเสียดายอย่างปิดไม่มิดแต่แล้วสีหน้าก็พลันเปลี่ยน เป็นวาววับราวคิดเรื่องดีๆ ออก!

 
ผมขยับกายอย่างอึดอัดใจชอบกล ผู้หญิงคนนี้คงไม่ได้กำลังหาเรื่องมาให้ผมอีกนะ....

 
“นารุซาว่าคุง... คนในวงการอย่างเราๆ มีกฎเหล็กข้อที่สิบว่าอะไรนะ จำได้ไหม?”

 
คิด ไว้ไม่มีผิด เธอคงมีแผนบางอย่างคงคิดจะใช้ผมทำประโยชน์อะไรบางอย่างให้เพื่อเป็นการทดแทน คุณที่อุตส่าห์ช่วยชีวิตไว้สินะ “บุญคุณต้องทดแทน แค้นต้องชำระ”

 
“ดีใจที่เธอจำได้...”

 
“เว้นแต่เรื่องแปรพักตร์ ต้องการอะไรพูดมาเลยดีกว่าครับ”

 
“ว่า ง่ายจริงเชียวหนุ่มน้อย” มิโกะอากิซังยิ้มพรายโปกพัดในมือไปมาอย่างหน้าระรื่น “ฉันเพิ่งมีเรื่องกับพวกกลุ่มมาเฟียโตเกียวมาและตอนนี้พวกมันก็เพิ่งแย่ง ลูกค้ารายใหญ่จากฉันไป ช่วยเชือดมันให้ทีสิจ๊ะ”  ริมฝีปากสีสวยคลี่ยิ้มหวานทว่าดวงตากลับเยือกเย็นยามกล่าวถึงคู่อริ!

 
ผม ถอนหายใจเฮือก คิดไว้แล้วว่าเธอคงไม่มีทางช่วยผมฟรีๆ แต่ไม่คิดว่าจะให้ไปทำงานใหญ่แบบนี้ กลุ่มมาเฟียโตเกียวคือกลุ่มผู้มีอิทธิพลที่เพิ่งตั้งขึ้นมาได้ไม่นานสักสาม สี่ปีเห็นจะได้ แต่กลับแข็งแกร่งขึ้นอย่างรวดเร็วเพราะได้ข่าวมาว่าแอบซ่องสุมพวกเดนสังคม ที่หนีคดีร้ายแรงขั้นประหารชีวิตมาไว้ด้วยกัน ขนาดกลุ่มไม่ใหญ่นักประมาณ 40 – 50 คนหากเทียบกับกลุ่มย่อยที่หนึ่งหงส์แดง แต่ถ้าเทียบกับกลุ่มลูกน้องในสังกัดย่อยของผม.... งานนี้หินใช่เล่น!!

 
“คิดจะส่งผมไปตาย?”

 
“เปล่าจ้า ฉันรู้ว่าเธอทำได้”

 
“...” ผมไม่ปฏิเสธแต่ดวงตาทอแสงกร้าวยามมองอสรพิษสาว

 
ใช่ อย่างที่เธอพูด ผมทำได้ แต่ใช่ว่ามันเป็นเรื่องง่าย อย่างน้อยผมคงเสียลูกน้องในสังกัดไปไม่น้อยเพื่อแลกกับการพังกลุ่มมาเฟีย โตเกียว...

 
เอ๋... เดี๋ยวนะ

 
ช่วง นี้กลุ่มมาเฟียโตเกียวเริ่มแข็งข้อขึ้นทุกขณะจนไม่ไว้หน้าแก๊งค์เราซึ่งเป็น กลุ่มมาเฟียรุ่นพี่ และหลายครั้งที่เข้ามาตัดหน้ากลุ่มย่อยที่หนึ่งหงส์แดงในการค้า ปะทะกันก็หลายครั้งอยู่ไม่น้อย เป็นแค่แมงเม่าแท้ๆ แต่เหิมเกริมกล้าเล่นกับกองไฟ!!

 
ที่ เรายังนิ่งเฉยไม่ตอบโต้เพราะคุณอัคคียังไม่สั่งการใดๆ อาจจะเพราะเขาไม่เห็นกลุ่มมาเฟียโตเกียวอยู่ในสายตา แต่ใครจะรู้ละว่าในอนาคตพวกมันจะหยุดเพียงแค่นี้... สู้ตัดไฟเสียต้นลมก่อนที่พวกมันจะปีกกล้าขาแข็งจนหาทางกำจัดได้ยากท่าจะ ดี...

 
เมื่อ คิดถึงเรื่องการปูทางในระยะยาวของกลุ่มหงส์แดงและกำจัดสิ่งที่อาจเป็น อุปสรรคขัดขวางความกว้าวหน้าของคุณอัคนภาคภาคหน้า ผมจึงพยักหน้าตกลงในที่สุด

 
“ตกลงครับ! ผมจะจัดการให้คุณ!!”

 

....30%....

วันอังคารที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2557

วอนรักพระเพลิงฯ (๓)


 






วอนรักพระเพลิงฯ (๓)


 
ผมมายืนทับที่ยูกิงั้นเหรอ?


 
คุณ เข้าใจไหมผมรู้สึกยังไงกับคำๆ นี้ คำว่าทับที่กับแทนที่มันมีความหมายต่างกันนะในความรู้สึกผม ‘แทนที่’ คือการที่เขา ‘ยอมรับ’ ในตัวผมว่ามีความสำคัญเทียบเคียงกับยูกิ แต่คำว่า ‘ทับที่’ หมายถึงเขาไม่เต็มใจแต่เป็นผมเองที่เสนอตัวเข้ามาโดยที่เขาไม่ต้องการ!! และไม่ต้องพูดถึงคำว่า ‘ตัวจริง’ ด้วยซ้ำ!!


 
“หึๆ” ผมนอนก่ายหน้าผากมองเพดานสีหม่นอย่างเหม่อลอย


 
นี่ ไงความสำคัญของผม ผลตอบแทนของความพยายามคือการเหยียบย่ำความรักที่ให้ไป ก็แค่ตัวเกะกะที่ถูกนายใหญ่ยัดเยียดให้มายืนข้างกายเขาทับที่ของยูกิ ทับที่ที่เขาเว้นว่างไว้นานหลายปีเพื่อไม่ให้ใครเข้ามาทดแทน!!


 
‘อยากอยู่กับฉันมากนักใช่ไหม?”


 
‘....’


 
‘ได้! ฉันจะให้นายอยู่ข้างๆ ฉัน... เหมือนตกนรกทั้งเป็น!’


 
‘?!?!’


 
‘โทษฐานที่กล้ามายืนทับที่ของยูกิ!!’


 
เกือบ ลืมไปแล้วครั้งแรกที่รู้ว่านายใหญ่ส่งผมมาเป็นบอดี้การ์ดเขาพูดแบบนี้กับผม แล้วเขาก็ทำอย่างที่ว่าจริงๆ ไม่เคยใช้ให้ทำการใหญ่ ได้ทำแค่ภารกิจระดับล่างที่ลูกกระจ๊อกทำ งานหลักคือการนอนอยู่บนเตียงให้เขาย่ำยี ส่วนภารกิจจริงๆ ของกลุ่มหงส์แดงเขารับโยรุเข้ามาเป็นผู้ช่วยอีกคนและมอบหมายงานเหล่านั้นให้ โยรุทำ แต่ผมแอบไปช่วยโยรุเสมอโดยที่คนอื่นๆ ไม่รู้ ไม่แปลกอะไรที่ใครๆ จะดูถูกความสามารถของผมว่าเป็นเด็กเส้นของนายใหญ่ คนที่รู้ถึงความสามารถของผมจริงๆ จึงมีเพียงโยรุและลูกน้องในสังกัดผมเท่านั้น และผมห้ามพวกเขาแพล่งพลายเรื่องนี้ออกไปจึงไม่มีใครรู้ว่าความจริงแล้วผมมี ดีอยู่พอตัว ที่ขึ้นมายืนในจุดนี้ได้ก็เพราะความสามารถทั้งนั้นไม่ใช่ใช้เส้นนายใหญ่


 
ผม นอนนิ่งหอบหายใจเอาแรงสักพักแล้วยันกายลึกขึ้น แต่ต้องทรุดฮวบลงข้างเตียงเพราะแข้งขาอ่อนล้าไปหมด ความรู้สึกเจ็บระบมแล่นปราดไปทั่วร่างจนต้องนิ่วหน้า ฝืนกายพยุงตัวเข้าห้องน้ำอย่างทุลักทุเล เดินผ่านกระจกบานใหญ่มองคราบน้ำรักผสมเลือดไหลลงมาตามง่ามขาด้วยความอดสูใจ ผมหลับตาเบือนหน้าหนีภาพนั้น ทิ้งตัวลงอ่างเปิดน้ำอุ่นแช่หลับตาลงด้วยความเหนื่อยล้า สายน้ำที่ไหลวนรอบตัวช่วยทำให้อารมณ์ผมสงบขึ้นและปรับระดับมาเป็นปกติได้ อย่างรวดเร็ว ผมแช่น้ำเกือบครึ่งชั่วโมงคว้านเอาน้ำกามที่คลั่งค้างในตัวออก ช่องทางมันปริแตกบวมแดงจนน่ากลัว


 
เฮ้อ....


 
คง ต้องหายามาทา อาการครั่นเนื้อครั่นตัวและความร้อนระอุในกายเหมือนใครมาสุมไฟเผาทำให้รู้ ตัวว่าเริ่มมีไข้นิดๆ แล้ว ผมพยุงตัวขึ้นจากน้ำ ค่อนเดินให้เบาที่สุดบรรเทาความเจ็บแปลบที่แล่นพล่านจากสะโพกไปทั่วสันหลัง ลามถึงขา ท่าเดินผมคงตลกพิลึกคุณอัคคีเขาถึงได้เหลือมองอย่างรำคาญแล้วกลับไปสนใจข่าว ในทีวีต่อเพื่อตัดความรำคาญ


 
ผม เลี่ยงมาทำตามคำสั่งเขาอย่างไม่มีขาดตกบกพร่อง เข้าไปปลุกผู้หญิงที่นอนหมดสติในห้องแล้วให้เธอกลับไป ทีแรกเธอไม่ยอมโวยวายใส่ผมใหญ่ยกใหญ่ ผมขี้เกียจได้ยินเสียงกรีดร้องขัดใจของเธอ บอกตามตรงว่าไม่มีกะจิตกะใจจะต่อล้อต่อเถียงด้วย เหนื่อยอยากพักเต็มแก่รู้ดีว่าร่างกายถูกใช้งานหนักเกินกว่าจะรับได้แล้ว ผมควักเงินในกระเป๋าที่มีทั้งหมดโยนลงกระจายเต็มเตียงอย่างไม่ค่อนใส่ใจเท่า ไหร่ เธอกรี๊ดเสียงแหลมหาว่าผมดูถูกแต่รีบตะเกียดตะกายเก็บเงินยัดลงกระเป๋าแทบ ไม่ทัน ก่อนไปยังมีหน้ามาฮึดฮัดใส่ผมอีก


 
หึ! ผู้หญิงหน้าเงิน!!


 
ผมอยากจะเหยียดยิ้มสมเพชเธอที่หากินด้วยวิธีนี้ แต่คนอย่างผมมีสิทธิ์ไปสมเพชเธอเหรอ?


 
ไม่ หรอก ความจริงแล้วผมไม่มีสิทธิ์ ผู้หญิงขายบริการพวกนั้นยังมีค่ากว่าผมเยอะ อย่างน้องเมื่อนอนกับใครเธอก็ได้เงินหรือสิ่งของมีค่าตอบแทนกลับมา แล้วผมที่อ้าขาให้เจ้านายเอาฟรีๆ ล่ะได้อะไรกลับคืนมาบ้าง...


 
ไม่ได้อะไรเลยสักอย่าง...


 
นอกจากสายตาเหยียดหยามดูถูกดูแคลน


 
ผม เข้าครัวเปิดตู้เย็นดูข้างในเต็มไปด้วยกระป๋องเบียร์และขวดไวน์หลากหลาย ยี่ห้อ เปิดช่องฟิตดูมีแค่เนื้ออย่างเดียว ช่างเถอะ... ขี้เกียจลงไปซุปเปอร์มาเก็ตทำทงคัตสึแล้วกันยังไงซะคุณอัคคีก็ไม่เคยบ่น เรื่องอาหารการกิน ทำอะไรให้เขาก็กินอันนั้นอยู่แล้ว


 
ผม เอาเนื้อหมูออกมาใช้สันมีดทุบแล้วเฉือนให้บาง โรยเกลือและพริกไทยบ่นทั้งสองด้านคลุกเคล้าให้เข้ากัน พักไว้หันไปเทแป้งสาลีใส่ถ้วยหนึ่ง อีกถ้วยตอกไข่ใส่แล้วตีให้เข้ากัน ตั้งกระทะรอน้ำมันร้อน เอาเนื้อหมูที่ผ่านการปรุงรสแล้วไปชุบแป้งตามด้วยชุบไข่และสุดท้ายโรยเกล็ด ขนมปัง เมื่อน้ำมันร้อนได้ที่แล้วจัดการเอาหมูลงรอให้เหลืองจนสุก ตักมาพักไว้ในจานที่มีกระดาษซับน้ำมัน ทุกอย่างเป็นอันเสร็จ ไม่จำเป็นต้องจัดจานอะไรให้สวยงามที่เหลือคุณอัคคีจะจัดการเอง


 
“คุณ อัคคีครับเสร็จแล้ว” ผมเยี่ยงหน้าออกไปบอก เขาพยักหน้ารับแต่ยังนิ่งดูข่าวอยู่ ผมก็ไม่เซ้าซี้อะไรกะว่าจะกลับไปนอนเอาแรงหน่อยแล้วค่อยลงไปซื้อยา ให้ตาย! รู้สึกเหมือนวูบไปเป็นพักๆ ตาลายไปหมดแล้วด้วย


 
ติ้งต่องๆ


 
ใครมาอีก?


 
ผม ถอนหายใจคงต้องเลื่อนเวลาพักผ่อนออกอีกแล้ว ผมวกกลับเปลี่ยนเป้าหมายเดินไปเปิดประตูดูโดยที่ยังไม่คลายโซ่คล้องประตูออก กันไว้ดีกว่าแก้คนมันศัตรูเยอะก็ต้องระแวงเป็นธรรมดา เห็นแบบนี้เหมือนจะมีแค่ผมกับคุณอัคคีอยู่สองคนแต่ความจริงแล้วทั้งคนข้าง ห้องทั้งยาม ทุกคนเป็นคนของเราที่มาคอยอารักขาคุณอัคคีทั้งนั้น


 
“ครับ?” ผมขานรับเสียงนิ่ง


 
“เอ๋? อ้าว ก็ไม่ผิดห้องนี่” หญิงสาวรูปร่างเพรียวระหงเหมือนนางแบบ เธออยู่ในชุดแซกรัดรูปสีแดงแจ๊ดสั้นจู๋หน้าอกหน้าใจงี้เกือบล้นทะลักออกมา


 
ผมสำรวจเธอไม่นานก็เปิดประตูให้เพราะจำได้ว่าเป็นหนึ่งในคู่ขาของคุณอัคคี


 
“ใช่ห้องคุณอัคคีรึเปล่ายะ”


 
“ครับ เชิญด้านในก่อน” ผมเบี่ยงตัวหลบให้เธอเดิน เธอเพิ่งเคยเห็นผมอยู่กับคุณอัคคีครั้งแรกไม่รู้จักคงไม่แปลกอะไร แต่ผมรู้จักเธอตั้งนานแล้วเพราะผมตามระวังความปลอดภัยให้คุณอัคคีห่างๆ ทุกครั้งที่ออกไปกับเธอเพียงลำพัง และรู้ด้วยว่าเธอเป็นคนแรกที่คุณอัคคีควงนานที่สุดเพราะเธอไม่จู้จี้จุกจิก ไม่ทำตัวเป็นเจ้าข้าวเจ้าของและรู้ฐานะของตัวเองดี


 
“ใคร มา?” เสียงทุ้มดังมาจากห้องรับแขก เธอเดินเชิดหน้าไปโดยไม่ต้องนำทาง ก็ทำไมจะต้องนำล่ะในเมื่อเธอเดินเข้าออกที่นี่หลายรอบแล้วและรู้ที่ทางเป็น อย่างดี


 
“มิยูกิเองค่ะ” เธอโอบคอคุณอัคคีจากด้านหลัง ผมเบือนหน้าหนีเมื่อทั้งสองจูบกันดูดดื่ม


 
“มาทำไม” คุณอัคคีถามเสียงเย็น


 
“อ้าว! ก็คุณสั่งให้ฉันเอาไอ้นี่มาให้เองนะคะ ทำลืมไปได้” มิยูกิบอกกระเง้ากระงอดชูซองเอกสารขึ้นโบกไปมา คุณอัคคีถึงบางอ้อรับไปเปิดอ่านโดยมีมิยูกิเบียดอยู่ข้างๆ


 
“สึ กิเอาไปเก็บที่ห้อง แล้วออกไปข้างนอกสักพัก” เขาสั่งโดยไม่มองหน้า มือแกร่งลูบไล้บีบขยำทรวงอกของมิยูกิ ส่วนเธอก็อำนวยความสะดวกให้เขาโดยการรูดเนื้อผ้าบางเบาลงเปิดทางให้มือแกร่ง สัมผัสกับก้อนเนื้อนุ่มนิ่ม ทั้งสองกำลังจะเริ่มบทรักกันโดยไม่สนใจสิ่งรอบข้าง


 
ผม เก็บเอกสารตามคำสั่งแต่ยังละล้าละลังอยู่ในห้อง ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมยังยืนบื้อมองภาพตรงหน้าอยู่ได้หน้าตาเฉย ทั้งๆ ที่ภาพแบบนี้ผมเห็นบ่อยจนน่าจะชินตาได้แล้วแต่ทำไมถึงเจ็บในอกทุกครั้งที่ เห็นนะ


 
 “อะอื้ม... เอ๋? เกือบลืมนั่นใครคะฉันไม่เคยเห็นมาก่อน” มิยูกิชี้มาทางผมที่ยืนมองอยู่มุมห้องด้วยสายตาไม่พอใจที่ผมยังอยู่ตรงนี้


 
“ก็แค่... เกราะกันกระสุน” คุณอัคคีปรายตามองผมแวบเดียวแล้วกลับไปสนใจเรือนร่างเธอต่อ “จะไปไหนก็ไปซะฉันหมดธุระกับนายแล้ว”


 
ผมหลับตาข่มกลั้นความรู้สึกปวดหนึบในใจ เหมือนล้มทั้งยืนเป็นยังไงผมรู้ซึ้งดีแล้ววันนี้


 
“อ้อ ขี้ข้านี่เอง ไปซะทีสิยะฉันไม่โรคจิตพอจะมีเซ็กส์โดยไม่ตะขวิดตะขวางใจตอนมีคนอื่นมายืนจ้องนะ!”


 
พรึบ!


 
บรา ลูกไม้สีหวานถูกปาใส่หน้าผมก่อนตกลงพื้น ผมกำหมัดแน่นข่มกลั้นอารมณ์ที่อยากปรี่ไปกระชากเธอมาก้มขอโทษแทบเท้า ผมสูดลมหายใจเข้าลึกระงับอารมณ์เดือดดานหันหลังปิดประตูห้องทิ้งเสียงร้อง ครางกระเส่าและร่างเปลือยเปล่าของทั้งสองไว้ข้างใน สีหน้าเยาะเย้ยของมิยูกิและสายตาสมเพชเวทนาของคุณอัคคียังติดตาไม่หาย ก็น่าจะรู้อยู่แล้วว่าสุดท้ายยังไงก็ต้องลงเอยแบบนี้ทำไมยังรักอยู่ไม่เข้า ใจตัวเองจริงๆ ต้องเจ็บแบบนี้ไปอีกเท่าไหร่หัวใจมันถึงจะจำ?


 
ข้าง นอกอากาศหนาวจัดจนลมหายใจที่พ่นออกมากลายเป็นไอ ผมห่อไหล่บางๆ เข้าหาตัวเพื่อบรรเทาความเหน็บหนาว ตอนนอกมาลืมหยิบเสื้อโค้ดมาด้วย แย่จัง...


 
ที่ รีบผลุนผลันออกมานั่นเพราะผมไม่อยากอยู่ในคอนโดทั้งที่รู้อยู่เต็มอกว่าพวก เขากำลังเริงรักกันอยู่ สู้ออกมาอยู่ข้างนอก ไม่รู้ ไม่เห็น ไม่ได้ยินเสียงยังจะดีซะกว่า


 
ผมแหงนหน้าขึ้นมองคอนโดที่เพิ่งเดินออกมา


 
รอ... รอว่าเมื่อไหร่เขาจะเรียกหาอีกครั้ง


 
ความ รู้สึกพลุกพล่านในอกดูจะรุนแรงขึ้นทุกขณะจนต้องโก่งคออาเจียนน้ำข่มๆ ออกมา ความร้อนรุ่มสลับหนาวทวีคูณ พิษไข้เริ่มออกฤทธิ์เมื่อนั่งตากลมหนาวนานๆ


 
วันนี้หมดประโยชน์แล้ว... เขาไล่


 
วันหน้าต้องการใช้... เรียกหา


 
ผมจะต้องอยู่ในสภาพนี้ไปอีกนานเท่าไหร่?


 
ปลายทางของความพยายามอยู่ตรงไหน?


 
ผมไม่อาจรู้ได้เลย...


 
เมื่อร่างกายอ่อนล้าและเพิ่งโดนทำร้ายจิตในอย่างร้ายกาจจากคนที่รักทำให้ต้านทานอาการเจ็บป่วยทางร่างกายไม่ไหว


 
เหนื่อยแต่ไม่เคยท้อ ร่างกายหมดแรง แต่หัวใจยังสูแม้รู้ดีไม่มีหวัง...


 
สุดท้ายสติวูบดับลงพร้อมกับใบหน้าสวยหวานของใครคนหนึ่งที่เด่นชัดในความทรงจำ


 
ยูกิ...
 




...60%...






*******************************

 
ท่ามกลางความมืดอันอันเลือนราง ผมยืนเดียวดายอยู่ ณ ใจกลางลานกว้างแห่งหนึ่งที่คุ้ยเคยในความรู้สึกแม้จะไม่ได้กลับไปนานแล้วก็ตาม



 
ลานกว้าวหน้าบ้านตระกูลนารุซาว่า...



 
รอบ กายนอกจากลานกว้างนี้มืดสนิทไร้ซึ่งสิ่งมีชีวิต ลมหายใจผมติดขัดมองรอบตัวด้วยความระวัดระวังเต็มที่ แต่ไม่ว่าจะเพ่งมองยังไงก็มีแต่ความมืด ความมืด และความมืด ความมืดที่หยั่งลึกและตีวงแคบเข้ามาทุกที ให้ความรู้สึกน่าสะพรึงหาที่ใดเปรียบ แม้จะทำเป็นเข้มแข็งแต่ผมรู้ดีว่าในส่วนลึกของจิตใจ ผมกำลังกลัว...



 
ทำไม ถึงมืดแบบนี้ล่ะ... แล้วผมมาอยู่ที่นี่ได้ยังไงก็จำได้ว่านั่งอยู่ตรงฟุตบาทหน้าคอนโด แล้วทำไมมือเท้าผมถึงได้เล็กและเตี้ยม่อต้ออย่างนี้ พอชะโงกหน้าไปดูเงาตัวเองในสระน้ำแล้วผมถึงกับผละทันที



 
ทำไมกัน?



 
ทำไมผมถึงอยู่ในร่างของเด็กน้อยวัยสี่ขวบไปได้!?!



 
ผม ถอยล่นพยายามหนีความมืดที่กำลังกลืนกินสระน้ำและคืบคลานกลืนกินลานกว้างเข้า มาทุกทีด้วยใจที่เต้นไม่เป็นส่ำ อยากจะร้องเรียกให้ใครสักคนมาช่วย ใครก็ได้ที่ผมไว้ใจมาช่วยผมที!! ...แต่ทว่าจะเรียกหาใครดีล่ะ?



 
ในชีวิตนี้มีใครที่ผมพึ่งพาได้บ้าง มีใครที่ผมไว้ใจได้บ้าง



 
ไม่มีน่ะสิ... ก็ผมมันนอกคอกไม่มีใครต้องการมาตั้งแต่ต้นแล้ว



 
ผม ทรุดลงกุมขมับหลับตาหนีความมืดและปล่อยให้มันกลืนกินเข้าไปด้วยร่างกายที่ สั่นเทา ความหวาดหวั่นเข้าเกาะกินจิตใจ กลัว... ไม่เอาแล้วความมืดไร้แสงสว่างแบบนี้!



 
“ใครก็ได้! ใครก็ได้!! ช่วยที!!” ผมร้องตะโกนออกไปสุดเสียงแม้จะรู้ดีว่าไร้ประโยชน์ ไม่ใครมาช่วย...



 
พลัน ทันใดเสียงหัวเราะต่อกระซิกก็ดังมากระทบโสต ผมสูดลมหายใจเรียกความกล้าค่อยๆ ลืมตาขึ้น รอบกายมืดสนิท ลานกว้างหน้าบ้านหายไปแล้ว... แต่ท่ามกลางความมืดมิดนี้กลับมีแสงสว่างเรืองรองออกมาจากประตูบานหนึ่งที่ อยู่ไม่ไกล ผมพยุงตัวลึกขึ้นกลืนน้ำลายเอือกแล้วสาวท้าวไปแง้มบานประตูดู



 
ผมเผลอยิ้มอย่างยินดีผลักบานประตูเปิดกว้างและวิ่งเข้าไปหาทุกคนด้วยความดีใจทั้งน้ำตานองหน้า



 
“ดีจัง!! ฮึก ผมไม่ได้ถูกทิ้ง” ผมพูดพร้อมปาดน้ำตาออก



 
“พูดอะไรของแกสึกิ ลูกที่ไม่เอาอ่าวอย่างแกฉันตัดหางปล่อยวัดไปนานแล้ว” ชาย วัยกลางคนที่ได้ชื่อว่าเป็น ‘พ่อ’ สะบัดแขนออกจากการเกาะกุม ผมที่อยู่ในร่างของเด็กน้อยไม่อาจต้านทานแรงเหวี่ยงนั้นได้จึงล้มลงกระแทก พื้น ความรู้สึกเจ็บแปลบแล่นปราดที่ต้นแขน ยกดูจึงรู้ว่ามันถลอกและมีเลือดไหลซึม



 
“ทำไมล่ะ ฮึก พ่อผลักสึกิทำไม” ไม่ได้อยากจะร้องไห้แต่น้ำตามันกลับไหลออกมาจากดวงตาตู่โตของผม เสียงร้องสะอึกสะอื้นดังก้องสะท้อนในความเงียบงัน ฟังดูน่าสงสารแต่น่าแปลกที่ไม่มีใครสนใจ



 
เมื่อ ชายวัยกลางคนชักสีหน้ารำคาญแล้วโบกมือไล่ ผมจึงหันไปส่งสายตาอ้อนวอนให้หญิงวัยกลางคนแทน “ไม่ไปนะครับแม่ ฮึก สึกิจะอยู่กับทุกคน ที่นี่ทั้งมืดทั้งน่ากลัว”



 
“ไปไกลๆ ไป๊! ฉันล่ะอับอายขายขี้หน้าแค่ไหนที่คลอดแกมาแล้วเลี้ยงไว้เป็นกาในหมู่หงส์”



 
“แต่ผมเป็นลูกแม่...”



 
“แค่มียูกิก็พอ ส่วนแกฉันไม่ต้องการ!”



 
ยูกิ!!!!!



 
ยูกิอีกแล้ว!!!



 
ผมตวัดสายตามองเด็กชายอีกคนที่ยืนกุมมือพ่อกับแม่อย่างเคียดแค้น “สึกิเกลียดยูกิ!!! ถ้าไม่มียูกิสักคนพ่อกับแม่ก็จะหันมาสนใจสึกิ!!!”



 
ผม ยั้งตัวเองไม่ได้ร่างกายเล็กป้อมนี้ราวกับไม่ใช่ของผม มันเคลื่อนไหวไปเองโดยอัตโนมัติผลักเด็กน้อยอีกคนที่คุณพ่อกับคุณแม่โอบจน ล้ม และทันทีที่ร่างนั้นล้มตัวผมก็ถูกฝ่ามือของพ่อฟาดมาเต็มซีกหน้า



 
เพี๊ยะ!!!!



 
“แกไม่มีสิทธิ์ไปว่ายูกิ!!!”



 
“พ่อตบสึกิ...” เสียงเล็กครางแผ่ว เจ็บที่กายไม่เท่าเจ็บที่ใจ ผมหันไปอ้อนวอนขอความเห็นใจจากแม่บ้างแต่หญิงวัยกลางคนไม่แม้แต่จะปรายตามอง ผม เธอร้องว้ายตกอกตกใจรีบเข้าไปพยุงยูกิจับพลิกซ้ายพลิกขวาสำรวจหารอยแผลอย่าง อ่อนโยน



 
ความอ่อนโยนที่ผมไม่เคยได้รับ...



 
“ไม่เป็นไรใช่ไหมลูก”



 
“ไม่ครับ ยูกิไม่เจ็บซักนิด”



 
ผม มอง มอง และมอง ตั้งคำถามกับใจตัวเองอีกครั้ง ทำไมล่ะ คนที่เจ็บไม่ได้มีแค่ยูกินะ ผมก็เจ็บแต่ทำไมถึงไม่มีใครสนใจ พ่อกับแม่ไม่รักผมแล้วเหรอ?



 
“สึกิก็เจ็บ สึกิก็ลูกแม่ ทำไมแม่ไม่สนสึกิ....” น้ำตาผมไหลอีกครั้งพร้องคำถามที่ค้างคาใจ เสียงเล็กสั่นเครือละห้อยตัดพ้ออย่างไม่เข้าใจตามประสาเด็ก



 
“ไร้ประโยชน์อย่างแก เกิดมาก็รกโลก ฉันไม่ต้องการ!!!”



 
เหมือนโลกทั้งใบพังครืนลงมาทับถมใจดวงน้อยให้เจ็บช้ำเกินทานทน ผมกรีดร้องร่ำร้องปานขาดใจเพื่อให้ทั้งสามคนที่เดินจากไปหันกลับมามอง



 
“ไม่!!! อย่าไปนะ!! อย่าทิ้งสึกิ สึกิกลัว!!!” เสียงผมดังไปไม่ถึงพวกเขา ร่างทั้งสามค่อยๆ เลือนหายไปในความมืด ทิ้งไว้เพียงสีหน้ายิ้มเยอะและน้ำเสียงเย้ยหยันของเด็กชายที่พ่อกับแม่จึง มือเดินจากไป



 
“หึ! สึกิไม่มีวันได้รับความรักจากใครหรอก ตราบใดที่พี่ยังยืนอยู่ตรงนี้!! พี่จะแย่งทุกอย่างไปจากนาย!!!”



 
“ยูกิ!!! ฉันเกลียดนาย!!! เกลียดนาย!!! ได้ยินไหม!! ฉันเกลียดนายยยยยย!!!!”



 
เสียง ตวาดกร้าวดังมาจากปากเล็กของเด็กน้อยนามสึกิ ดังก้องในใจผมจนสะท้านไปทั้งร่าง ไม่อยากเชื่อว่าเด็กวัยแค่สี่ขวบจะมีน้ำเสียงเกรี้ยวกราดและแค้นเคืองได้ถึง เพียงนี้ นัยน์ตาคมโตนั้นวาวโรจน์จ้องความมืดมิดที่กลืนกินร่างทั้งสามของคนที่ได้ ชื่อว่า ‘ครอบครัว’ ไปอย่างเดือดดาล ความกลัวแปลเปลี่ยนไปแล้ว เปลี่ยนไปเป็นอะไรที่น่าสะพรึงกลัว...



 
ความชิงชังในสายเลือดตัวเอง!!!



 
“ฉันเกลียดยูกิ!! เกลียดนารุซาว่า!!”

 

 
************************************




 
เฮือกกกกก



 
“ไม่นะ! เกลียดไม่ได้!!!”



 
ผม ลืมตาโพลงมองมือไขว่คว้าไปในอากาศอันว่างเปล่า เสียงหัวใจเต้นดังโครมครามเหมือนจะหลุดออกมาจากขั้ว เหงื่อไหลซึมเปียกชุ่มจนรู้สึกเหนียวตัว แต่ผมก็ไม่ได้สนอะไรในหัวมีเพียงภาพแววตาแข็งกร้าวของเด็กน้อยสึกิวัยสี่ขวบ ที่จ้องผมยูกิอย่างเคียดแค้นเท่านั้นที่ยังตราตรึงอยู่ไม่จาง



 
ฝันเหรอ?



 
ผม หันมองรอบกายที่เป็นห้องสี่เหลี่ยมสีขาวแลดูปลอดโปร่งสบายตา สายลมเย็นพัดเอากลิ่นหอมของดอกไม้เข้ามาลอยอบอวนในอากาศ ความสดชื่นบริสุทธิ์ที่ได้รับช่วยผ่อยคลายความเกร็งเครียดในร่างกายและปรับ สภาพเป็นปกติได้ในเวลาไม่นาน



 
ฝันแบบนี้อีกแล้ว...



 
ความเคียดแค้นใจในเมื่อไหร่มันจะจางหายไปนะ ยูกิน่ะ... ยูกิเป็นคนช่ว-



 
“ตื่นแล้วเหรอนารุซาว่าคุง”



 
เฮือกกกก



 
ผมสะดุ้งสุดตัวเป็นครั้งที่สอง ความคิดทั้งหมดพลันสะดุดเอื้อมมือไปแตะด้ามปืนที่ซ่อนไว้โดยสัญชาตญาณ...



 
ไม่มี!!! ปืนหายไปไหน!!!



 
“หาไอ้นี่อยู่เหรอ หึหึ”



 
ปืน กระบอกสีดำเมี่ยมที่มีตราประทับลวดลายหงส์แดงสยายปีกซึ่งมองแวบเดียวก็รู้ ว่ามันเป็นของผมเพราะเป็นปืนคู่กายมานานหลายปี มันกำลังหมุนควงอยู่ในมือของหญิงสาวร่างบางระหงในชุดกี่เผ้าสีแดงเพลิง!



 
“มิโกะอากิซัง!! คุณมาทำอะไรที่นี่!!!”




...100%...
[ครบ]




 
ผ่านไปอีกหนึ่งตอน หุหุ คาดว่าคงงด nc ไปอีกหลาย(ๆ) ตอน รู้สึกว่าเรื่องนี้ขาย nc ยังไงยังงั้น ลงมาสองตอนมี nc ทั้งสองซะงั้น เหอะๆ