
วอนรักพระเพลิงฯ (๓)
ผมมายืนทับที่ยูกิงั้นเหรอ?
คุณ
เข้าใจไหมผมรู้สึกยังไงกับคำๆ นี้
คำว่าทับที่กับแทนที่มันมีความหมายต่างกันนะในความรู้สึกผม ‘แทนที่’
คือการที่เขา ‘ยอมรับ’ ในตัวผมว่ามีความสำคัญเทียบเคียงกับยูกิ แต่คำว่า
‘ทับที่’
หมายถึงเขาไม่เต็มใจแต่เป็นผมเองที่เสนอตัวเข้ามาโดยที่เขาไม่ต้องการ!!
และไม่ต้องพูดถึงคำว่า ‘ตัวจริง’ ด้วยซ้ำ!!
“หึๆ” ผมนอนก่ายหน้าผากมองเพดานสีหม่นอย่างเหม่อลอย
นี่
ไงความสำคัญของผม ผลตอบแทนของความพยายามคือการเหยียบย่ำความรักที่ให้ไป
ก็แค่ตัวเกะกะที่ถูกนายใหญ่ยัดเยียดให้มายืนข้างกายเขาทับที่ของยูกิ
ทับที่ที่เขาเว้นว่างไว้นานหลายปีเพื่อไม่ให้ใครเข้ามาทดแทน!!
‘อยากอยู่กับฉันมากนักใช่ไหม?”
‘....’
‘ได้! ฉันจะให้นายอยู่ข้างๆ ฉัน... เหมือนตกนรกทั้งเป็น!’
‘?!?!’
‘โทษฐานที่กล้ามายืนทับที่ของยูกิ!!’
เกือบ
ลืมไปแล้วครั้งแรกที่รู้ว่านายใหญ่ส่งผมมาเป็นบอดี้การ์ดเขาพูดแบบนี้กับผม
แล้วเขาก็ทำอย่างที่ว่าจริงๆ ไม่เคยใช้ให้ทำการใหญ่
ได้ทำแค่ภารกิจระดับล่างที่ลูกกระจ๊อกทำ
งานหลักคือการนอนอยู่บนเตียงให้เขาย่ำยี ส่วนภารกิจจริงๆ
ของกลุ่มหงส์แดงเขารับโยรุเข้ามาเป็นผู้ช่วยอีกคนและมอบหมายงานเหล่านั้นให้
โยรุทำ แต่ผมแอบไปช่วยโยรุเสมอโดยที่คนอื่นๆ ไม่รู้ ไม่แปลกอะไรที่ใครๆ
จะดูถูกความสามารถของผมว่าเป็นเด็กเส้นของนายใหญ่
คนที่รู้ถึงความสามารถของผมจริงๆ
จึงมีเพียงโยรุและลูกน้องในสังกัดผมเท่านั้น
และผมห้ามพวกเขาแพล่งพลายเรื่องนี้ออกไปจึงไม่มีใครรู้ว่าความจริงแล้วผมมี
ดีอยู่พอตัว
ที่ขึ้นมายืนในจุดนี้ได้ก็เพราะความสามารถทั้งนั้นไม่ใช่ใช้เส้นนายใหญ่
ผม
นอนนิ่งหอบหายใจเอาแรงสักพักแล้วยันกายลึกขึ้น
แต่ต้องทรุดฮวบลงข้างเตียงเพราะแข้งขาอ่อนล้าไปหมด
ความรู้สึกเจ็บระบมแล่นปราดไปทั่วร่างจนต้องนิ่วหน้า
ฝืนกายพยุงตัวเข้าห้องน้ำอย่างทุลักทุเล
เดินผ่านกระจกบานใหญ่มองคราบน้ำรักผสมเลือดไหลลงมาตามง่ามขาด้วยความอดสูใจ
ผมหลับตาเบือนหน้าหนีภาพนั้น
ทิ้งตัวลงอ่างเปิดน้ำอุ่นแช่หลับตาลงด้วยความเหนื่อยล้า
สายน้ำที่ไหลวนรอบตัวช่วยทำให้อารมณ์ผมสงบขึ้นและปรับระดับมาเป็นปกติได้
อย่างรวดเร็ว ผมแช่น้ำเกือบครึ่งชั่วโมงคว้านเอาน้ำกามที่คลั่งค้างในตัวออก
ช่องทางมันปริแตกบวมแดงจนน่ากลัว
เฮ้อ....
คง
ต้องหายามาทา
อาการครั่นเนื้อครั่นตัวและความร้อนระอุในกายเหมือนใครมาสุมไฟเผาทำให้รู้
ตัวว่าเริ่มมีไข้นิดๆ แล้ว ผมพยุงตัวขึ้นจากน้ำ
ค่อนเดินให้เบาที่สุดบรรเทาความเจ็บแปลบที่แล่นพล่านจากสะโพกไปทั่วสันหลัง
ลามถึงขา
ท่าเดินผมคงตลกพิลึกคุณอัคคีเขาถึงได้เหลือมองอย่างรำคาญแล้วกลับไปสนใจข่าว
ในทีวีต่อเพื่อตัดความรำคาญ
ผม
เลี่ยงมาทำตามคำสั่งเขาอย่างไม่มีขาดตกบกพร่อง
เข้าไปปลุกผู้หญิงที่นอนหมดสติในห้องแล้วให้เธอกลับไป
ทีแรกเธอไม่ยอมโวยวายใส่ผมใหญ่ยกใหญ่
ผมขี้เกียจได้ยินเสียงกรีดร้องขัดใจของเธอ
บอกตามตรงว่าไม่มีกะจิตกะใจจะต่อล้อต่อเถียงด้วย
เหนื่อยอยากพักเต็มแก่รู้ดีว่าร่างกายถูกใช้งานหนักเกินกว่าจะรับได้แล้ว
ผมควักเงินในกระเป๋าที่มีทั้งหมดโยนลงกระจายเต็มเตียงอย่างไม่ค่อนใส่ใจเท่า
ไหร่
เธอกรี๊ดเสียงแหลมหาว่าผมดูถูกแต่รีบตะเกียดตะกายเก็บเงินยัดลงกระเป๋าแทบ
ไม่ทัน ก่อนไปยังมีหน้ามาฮึดฮัดใส่ผมอีก
หึ! ผู้หญิงหน้าเงิน!!
ผมอยากจะเหยียดยิ้มสมเพชเธอที่หากินด้วยวิธีนี้ แต่คนอย่างผมมีสิทธิ์ไปสมเพชเธอเหรอ?
ไม่
หรอก ความจริงแล้วผมไม่มีสิทธิ์ ผู้หญิงขายบริการพวกนั้นยังมีค่ากว่าผมเยอะ
อย่างน้องเมื่อนอนกับใครเธอก็ได้เงินหรือสิ่งของมีค่าตอบแทนกลับมา
แล้วผมที่อ้าขาให้เจ้านายเอาฟรีๆ ล่ะได้อะไรกลับคืนมาบ้าง...
ไม่ได้อะไรเลยสักอย่าง...
นอกจากสายตาเหยียดหยามดูถูกดูแคลน
ผม
เข้าครัวเปิดตู้เย็นดูข้างในเต็มไปด้วยกระป๋องเบียร์และขวดไวน์หลากหลาย
ยี่ห้อ เปิดช่องฟิตดูมีแค่เนื้ออย่างเดียว ช่างเถอะ...
ขี้เกียจลงไปซุปเปอร์มาเก็ตทำทงคัตสึแล้วกันยังไงซะคุณอัคคีก็ไม่เคยบ่น
เรื่องอาหารการกิน ทำอะไรให้เขาก็กินอันนั้นอยู่แล้ว
ผม
เอาเนื้อหมูออกมาใช้สันมีดทุบแล้วเฉือนให้บาง
โรยเกลือและพริกไทยบ่นทั้งสองด้านคลุกเคล้าให้เข้ากัน
พักไว้หันไปเทแป้งสาลีใส่ถ้วยหนึ่ง อีกถ้วยตอกไข่ใส่แล้วตีให้เข้ากัน
ตั้งกระทะรอน้ำมันร้อน
เอาเนื้อหมูที่ผ่านการปรุงรสแล้วไปชุบแป้งตามด้วยชุบไข่และสุดท้ายโรยเกล็ด
ขนมปัง เมื่อน้ำมันร้อนได้ที่แล้วจัดการเอาหมูลงรอให้เหลืองจนสุก
ตักมาพักไว้ในจานที่มีกระดาษซับน้ำมัน ทุกอย่างเป็นอันเสร็จ
ไม่จำเป็นต้องจัดจานอะไรให้สวยงามที่เหลือคุณอัคคีจะจัดการเอง
“คุณ
อัคคีครับเสร็จแล้ว” ผมเยี่ยงหน้าออกไปบอก
เขาพยักหน้ารับแต่ยังนิ่งดูข่าวอยู่
ผมก็ไม่เซ้าซี้อะไรกะว่าจะกลับไปนอนเอาแรงหน่อยแล้วค่อยลงไปซื้อยา ให้ตาย!
รู้สึกเหมือนวูบไปเป็นพักๆ ตาลายไปหมดแล้วด้วย
ติ้งต่องๆ
ใครมาอีก?
ผม
ถอนหายใจคงต้องเลื่อนเวลาพักผ่อนออกอีกแล้ว
ผมวกกลับเปลี่ยนเป้าหมายเดินไปเปิดประตูดูโดยที่ยังไม่คลายโซ่คล้องประตูออก
กันไว้ดีกว่าแก้คนมันศัตรูเยอะก็ต้องระแวงเป็นธรรมดา
เห็นแบบนี้เหมือนจะมีแค่ผมกับคุณอัคคีอยู่สองคนแต่ความจริงแล้วทั้งคนข้าง
ห้องทั้งยาม ทุกคนเป็นคนของเราที่มาคอยอารักขาคุณอัคคีทั้งนั้น
“ครับ?” ผมขานรับเสียงนิ่ง
“เอ๋?
อ้าว ก็ไม่ผิดห้องนี่” หญิงสาวรูปร่างเพรียวระหงเหมือนนางแบบ
เธออยู่ในชุดแซกรัดรูปสีแดงแจ๊ดสั้นจู๋หน้าอกหน้าใจงี้เกือบล้นทะลักออกมา
ผมสำรวจเธอไม่นานก็เปิดประตูให้เพราะจำได้ว่าเป็นหนึ่งในคู่ขาของคุณอัคคี
“ใช่ห้องคุณอัคคีรึเปล่ายะ”
“ครับ
เชิญด้านในก่อน” ผมเบี่ยงตัวหลบให้เธอเดิน
เธอเพิ่งเคยเห็นผมอยู่กับคุณอัคคีครั้งแรกไม่รู้จักคงไม่แปลกอะไร
แต่ผมรู้จักเธอตั้งนานแล้วเพราะผมตามระวังความปลอดภัยให้คุณอัคคีห่างๆ
ทุกครั้งที่ออกไปกับเธอเพียงลำพัง
และรู้ด้วยว่าเธอเป็นคนแรกที่คุณอัคคีควงนานที่สุดเพราะเธอไม่จู้จี้จุกจิก
ไม่ทำตัวเป็นเจ้าข้าวเจ้าของและรู้ฐานะของตัวเองดี
“ใคร
มา?” เสียงทุ้มดังมาจากห้องรับแขก เธอเดินเชิดหน้าไปโดยไม่ต้องนำทาง
ก็ทำไมจะต้องนำล่ะในเมื่อเธอเดินเข้าออกที่นี่หลายรอบแล้วและรู้ที่ทางเป็น
อย่างดี
“มิยูกิเองค่ะ” เธอโอบคอคุณอัคคีจากด้านหลัง ผมเบือนหน้าหนีเมื่อทั้งสองจูบกันดูดดื่ม
“มาทำไม” คุณอัคคีถามเสียงเย็น
“อ้าว!
ก็คุณสั่งให้ฉันเอาไอ้นี่มาให้เองนะคะ ทำลืมไปได้”
มิยูกิบอกกระเง้ากระงอดชูซองเอกสารขึ้นโบกไปมา
คุณอัคคีถึงบางอ้อรับไปเปิดอ่านโดยมีมิยูกิเบียดอยู่ข้างๆ
“สึ
กิเอาไปเก็บที่ห้อง แล้วออกไปข้างนอกสักพัก” เขาสั่งโดยไม่มองหน้า
มือแกร่งลูบไล้บีบขยำทรวงอกของมิยูกิ
ส่วนเธอก็อำนวยความสะดวกให้เขาโดยการรูดเนื้อผ้าบางเบาลงเปิดทางให้มือแกร่ง
สัมผัสกับก้อนเนื้อนุ่มนิ่ม
ทั้งสองกำลังจะเริ่มบทรักกันโดยไม่สนใจสิ่งรอบข้าง
ผม
เก็บเอกสารตามคำสั่งแต่ยังละล้าละลังอยู่ในห้อง
ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมยังยืนบื้อมองภาพตรงหน้าอยู่ได้หน้าตาเฉย
ทั้งๆ
ที่ภาพแบบนี้ผมเห็นบ่อยจนน่าจะชินตาได้แล้วแต่ทำไมถึงเจ็บในอกทุกครั้งที่
เห็นนะ
“อะอื้ม... เอ๋? เกือบลืมนั่นใครคะฉันไม่เคยเห็นมาก่อน” มิยูกิชี้มาทางผมที่ยืนมองอยู่มุมห้องด้วยสายตาไม่พอใจที่ผมยังอยู่ตรงนี้
“ก็แค่... เกราะกันกระสุน” คุณอัคคีปรายตามองผมแวบเดียวแล้วกลับไปสนใจเรือนร่างเธอต่อ “จะไปไหนก็ไปซะฉันหมดธุระกับนายแล้ว”
ผมหลับตาข่มกลั้นความรู้สึกปวดหนึบในใจ เหมือนล้มทั้งยืนเป็นยังไงผมรู้ซึ้งดีแล้ววันนี้
“อ้อ ขี้ข้านี่เอง ไปซะทีสิยะฉันไม่โรคจิตพอจะมีเซ็กส์โดยไม่ตะขวิดตะขวางใจตอนมีคนอื่นมายืนจ้องนะ!”
พรึบ!
บรา
ลูกไม้สีหวานถูกปาใส่หน้าผมก่อนตกลงพื้น
ผมกำหมัดแน่นข่มกลั้นอารมณ์ที่อยากปรี่ไปกระชากเธอมาก้มขอโทษแทบเท้า
ผมสูดลมหายใจเข้าลึกระงับอารมณ์เดือดดานหันหลังปิดประตูห้องทิ้งเสียงร้อง
ครางกระเส่าและร่างเปลือยเปล่าของทั้งสองไว้ข้างใน
สีหน้าเยาะเย้ยของมิยูกิและสายตาสมเพชเวทนาของคุณอัคคียังติดตาไม่หาย
ก็น่าจะรู้อยู่แล้วว่าสุดท้ายยังไงก็ต้องลงเอยแบบนี้ทำไมยังรักอยู่ไม่เข้า
ใจตัวเองจริงๆ ต้องเจ็บแบบนี้ไปอีกเท่าไหร่หัวใจมันถึงจะจำ?
ข้าง
นอกอากาศหนาวจัดจนลมหายใจที่พ่นออกมากลายเป็นไอ ผมห่อไหล่บางๆ
เข้าหาตัวเพื่อบรรเทาความเหน็บหนาว ตอนนอกมาลืมหยิบเสื้อโค้ดมาด้วย
แย่จัง...
ที่
รีบผลุนผลันออกมานั่นเพราะผมไม่อยากอยู่ในคอนโดทั้งที่รู้อยู่เต็มอกว่าพวก
เขากำลังเริงรักกันอยู่ สู้ออกมาอยู่ข้างนอก ไม่รู้ ไม่เห็น
ไม่ได้ยินเสียงยังจะดีซะกว่า
ผมแหงนหน้าขึ้นมองคอนโดที่เพิ่งเดินออกมา
รอ... รอว่าเมื่อไหร่เขาจะเรียกหาอีกครั้ง
ความ
รู้สึกพลุกพล่านในอกดูจะรุนแรงขึ้นทุกขณะจนต้องโก่งคออาเจียนน้ำข่มๆ ออกมา
ความร้อนรุ่มสลับหนาวทวีคูณ พิษไข้เริ่มออกฤทธิ์เมื่อนั่งตากลมหนาวนานๆ
วันนี้หมดประโยชน์แล้ว... เขาไล่
วันหน้าต้องการใช้... เรียกหา
ผมจะต้องอยู่ในสภาพนี้ไปอีกนานเท่าไหร่?
ปลายทางของความพยายามอยู่ตรงไหน?
ผมไม่อาจรู้ได้เลย...
เมื่อร่างกายอ่อนล้าและเพิ่งโดนทำร้ายจิตในอย่างร้ายกาจจากคนที่รักทำให้ต้านทานอาการเจ็บป่วยทางร่างกายไม่ไหว
เหนื่อยแต่ไม่เคยท้อ ร่างกายหมดแรง แต่หัวใจยังสูแม้รู้ดีไม่มีหวัง...
สุดท้ายสติวูบดับลงพร้อมกับใบหน้าสวยหวานของใครคนหนึ่งที่เด่นชัดในความทรงจำ
ยูกิ...
...60%...
*******************************
ท่ามกลางความมืดอันอันเลือนราง ผมยืนเดียวดายอยู่ ณ ใจกลางลานกว้างแห่งหนึ่งที่คุ้ยเคยในความรู้สึกแม้จะไม่ได้กลับไปนานแล้วก็ตาม
ลานกว้าวหน้าบ้านตระกูลนารุซาว่า...
รอบ
กายนอกจากลานกว้างนี้มืดสนิทไร้ซึ่งสิ่งมีชีวิต
ลมหายใจผมติดขัดมองรอบตัวด้วยความระวัดระวังเต็มที่
แต่ไม่ว่าจะเพ่งมองยังไงก็มีแต่ความมืด ความมืด และความมืด
ความมืดที่หยั่งลึกและตีวงแคบเข้ามาทุกที
ให้ความรู้สึกน่าสะพรึงหาที่ใดเปรียบ
แม้จะทำเป็นเข้มแข็งแต่ผมรู้ดีว่าในส่วนลึกของจิตใจ ผมกำลังกลัว...
ทำไม
ถึงมืดแบบนี้ล่ะ...
แล้วผมมาอยู่ที่นี่ได้ยังไงก็จำได้ว่านั่งอยู่ตรงฟุตบาทหน้าคอนโด
แล้วทำไมมือเท้าผมถึงได้เล็กและเตี้ยม่อต้ออย่างนี้
พอชะโงกหน้าไปดูเงาตัวเองในสระน้ำแล้วผมถึงกับผละทันที
ทำไมกัน?
ทำไมผมถึงอยู่ในร่างของเด็กน้อยวัยสี่ขวบไปได้!?!
ผม
ถอยล่นพยายามหนีความมืดที่กำลังกลืนกินสระน้ำและคืบคลานกลืนกินลานกว้างเข้า
มาทุกทีด้วยใจที่เต้นไม่เป็นส่ำ อยากจะร้องเรียกให้ใครสักคนมาช่วย
ใครก็ได้ที่ผมไว้ใจมาช่วยผมที!! ...แต่ทว่าจะเรียกหาใครดีล่ะ?
ในชีวิตนี้มีใครที่ผมพึ่งพาได้บ้าง มีใครที่ผมไว้ใจได้บ้าง
ไม่มีน่ะสิ... ก็ผมมันนอกคอกไม่มีใครต้องการมาตั้งแต่ต้นแล้ว
ผม
ทรุดลงกุมขมับหลับตาหนีความมืดและปล่อยให้มันกลืนกินเข้าไปด้วยร่างกายที่
สั่นเทา ความหวาดหวั่นเข้าเกาะกินจิตใจ กลัว...
ไม่เอาแล้วความมืดไร้แสงสว่างแบบนี้!
“ใครก็ได้! ใครก็ได้!! ช่วยที!!” ผมร้องตะโกนออกไปสุดเสียงแม้จะรู้ดีว่าไร้ประโยชน์ ไม่ใครมาช่วย...
พลัน
ทันใดเสียงหัวเราะต่อกระซิกก็ดังมากระทบโสต ผมสูดลมหายใจเรียกความกล้าค่อยๆ
ลืมตาขึ้น รอบกายมืดสนิท ลานกว้างหน้าบ้านหายไปแล้ว...
แต่ท่ามกลางความมืดมิดนี้กลับมีแสงสว่างเรืองรองออกมาจากประตูบานหนึ่งที่
อยู่ไม่ไกล ผมพยุงตัวลึกขึ้นกลืนน้ำลายเอือกแล้วสาวท้าวไปแง้มบานประตูดู
ผมเผลอยิ้มอย่างยินดีผลักบานประตูเปิดกว้างและวิ่งเข้าไปหาทุกคนด้วยความดีใจทั้งน้ำตานองหน้า
“ดีจัง!! ฮึก ผมไม่ได้ถูกทิ้ง” ผมพูดพร้อมปาดน้ำตาออก
“พูดอะไรของแกสึกิ ลูกที่ไม่เอาอ่าวอย่างแกฉันตัดหางปล่อยวัดไปนานแล้ว” ชาย
วัยกลางคนที่ได้ชื่อว่าเป็น ‘พ่อ’ สะบัดแขนออกจากการเกาะกุม
ผมที่อยู่ในร่างของเด็กน้อยไม่อาจต้านทานแรงเหวี่ยงนั้นได้จึงล้มลงกระแทก
พื้น ความรู้สึกเจ็บแปลบแล่นปราดที่ต้นแขน
ยกดูจึงรู้ว่ามันถลอกและมีเลือดไหลซึม
“ทำไมล่ะ ฮึก พ่อผลักสึกิทำไม”
ไม่ได้อยากจะร้องไห้แต่น้ำตามันกลับไหลออกมาจากดวงตาตู่โตของผม
เสียงร้องสะอึกสะอื้นดังก้องสะท้อนในความเงียบงัน
ฟังดูน่าสงสารแต่น่าแปลกที่ไม่มีใครสนใจ
เมื่อ
ชายวัยกลางคนชักสีหน้ารำคาญแล้วโบกมือไล่
ผมจึงหันไปส่งสายตาอ้อนวอนให้หญิงวัยกลางคนแทน “ไม่ไปนะครับแม่ ฮึก
สึกิจะอยู่กับทุกคน ที่นี่ทั้งมืดทั้งน่ากลัว”
“ไปไกลๆ ไป๊! ฉันล่ะอับอายขายขี้หน้าแค่ไหนที่คลอดแกมาแล้วเลี้ยงไว้เป็นกาในหมู่หงส์”
“แต่ผมเป็นลูกแม่...”
“แค่มียูกิก็พอ ส่วนแกฉันไม่ต้องการ!”
ยูกิ!!!!!
ยูกิอีกแล้ว!!!
ผมตวัดสายตามองเด็กชายอีกคนที่ยืนกุมมือพ่อกับแม่อย่างเคียดแค้น “สึกิเกลียดยูกิ!!! ถ้าไม่มียูกิสักคนพ่อกับแม่ก็จะหันมาสนใจสึกิ!!!”
ผม
ยั้งตัวเองไม่ได้ร่างกายเล็กป้อมนี้ราวกับไม่ใช่ของผม
มันเคลื่อนไหวไปเองโดยอัตโนมัติผลักเด็กน้อยอีกคนที่คุณพ่อกับคุณแม่โอบจน
ล้ม และทันทีที่ร่างนั้นล้มตัวผมก็ถูกฝ่ามือของพ่อฟาดมาเต็มซีกหน้า
เพี๊ยะ!!!!
“แกไม่มีสิทธิ์ไปว่ายูกิ!!!”
“พ่อตบสึกิ...”
เสียงเล็กครางแผ่ว เจ็บที่กายไม่เท่าเจ็บที่ใจ
ผมหันไปอ้อนวอนขอความเห็นใจจากแม่บ้างแต่หญิงวัยกลางคนไม่แม้แต่จะปรายตามอง
ผม
เธอร้องว้ายตกอกตกใจรีบเข้าไปพยุงยูกิจับพลิกซ้ายพลิกขวาสำรวจหารอยแผลอย่าง
อ่อนโยน
ความอ่อนโยนที่ผมไม่เคยได้รับ...
“ไม่เป็นไรใช่ไหมลูก”
“ไม่ครับ ยูกิไม่เจ็บซักนิด”
ผม
มอง มอง และมอง ตั้งคำถามกับใจตัวเองอีกครั้ง ทำไมล่ะ
คนที่เจ็บไม่ได้มีแค่ยูกินะ ผมก็เจ็บแต่ทำไมถึงไม่มีใครสนใจ
พ่อกับแม่ไม่รักผมแล้วเหรอ?
“สึกิก็เจ็บ สึกิก็ลูกแม่ ทำไมแม่ไม่สนสึกิ....” น้ำตาผมไหลอีกครั้งพร้องคำถามที่ค้างคาใจ เสียงเล็กสั่นเครือละห้อยตัดพ้ออย่างไม่เข้าใจตามประสาเด็ก
“ไร้ประโยชน์อย่างแก เกิดมาก็รกโลก ฉันไม่ต้องการ!!!”
เหมือนโลกทั้งใบพังครืนลงมาทับถมใจดวงน้อยให้เจ็บช้ำเกินทานทน ผมกรีดร้องร่ำร้องปานขาดใจเพื่อให้ทั้งสามคนที่เดินจากไปหันกลับมามอง
“ไม่!!! อย่าไปนะ!! อย่าทิ้งสึกิ สึกิกลัว!!!”
เสียงผมดังไปไม่ถึงพวกเขา ร่างทั้งสามค่อยๆ เลือนหายไปในความมืด
ทิ้งไว้เพียงสีหน้ายิ้มเยอะและน้ำเสียงเย้ยหยันของเด็กชายที่พ่อกับแม่จึง
มือเดินจากไป
“หึ! สึกิไม่มีวันได้รับความรักจากใครหรอก ตราบใดที่พี่ยังยืนอยู่ตรงนี้!! พี่จะแย่งทุกอย่างไปจากนาย!!!”
“ยูกิ!!! ฉันเกลียดนาย!!! เกลียดนาย!!! ได้ยินไหม!! ฉันเกลียดนายยยยยย!!!!”
เสียง
ตวาดกร้าวดังมาจากปากเล็กของเด็กน้อยนามสึกิ
ดังก้องในใจผมจนสะท้านไปทั้งร่าง
ไม่อยากเชื่อว่าเด็กวัยแค่สี่ขวบจะมีน้ำเสียงเกรี้ยวกราดและแค้นเคืองได้ถึง
เพียงนี้
นัยน์ตาคมโตนั้นวาวโรจน์จ้องความมืดมิดที่กลืนกินร่างทั้งสามของคนที่ได้
ชื่อว่า ‘ครอบครัว’ ไปอย่างเดือดดาล ความกลัวแปลเปลี่ยนไปแล้ว
เปลี่ยนไปเป็นอะไรที่น่าสะพรึงกลัว...
ความชิงชังในสายเลือดตัวเอง!!!
“ฉันเกลียดยูกิ!! เกลียดนารุซาว่า!!”
************************************
เฮือกกกกก
“ไม่นะ! เกลียดไม่ได้!!!”
ผม
ลืมตาโพลงมองมือไขว่คว้าไปในอากาศอันว่างเปล่า
เสียงหัวใจเต้นดังโครมครามเหมือนจะหลุดออกมาจากขั้ว
เหงื่อไหลซึมเปียกชุ่มจนรู้สึกเหนียวตัว
แต่ผมก็ไม่ได้สนอะไรในหัวมีเพียงภาพแววตาแข็งกร้าวของเด็กน้อยสึกิวัยสี่ขวบ
ที่จ้องผมยูกิอย่างเคียดแค้นเท่านั้นที่ยังตราตรึงอยู่ไม่จาง
ฝันเหรอ?
ผม
หันมองรอบกายที่เป็นห้องสี่เหลี่ยมสีขาวแลดูปลอดโปร่งสบายตา
สายลมเย็นพัดเอากลิ่นหอมของดอกไม้เข้ามาลอยอบอวนในอากาศ
ความสดชื่นบริสุทธิ์ที่ได้รับช่วยผ่อยคลายความเกร็งเครียดในร่างกายและปรับ
สภาพเป็นปกติได้ในเวลาไม่นาน
ฝันแบบนี้อีกแล้ว...
ความเคียดแค้นใจในเมื่อไหร่มันจะจางหายไปนะ ยูกิน่ะ... ยูกิเป็นคนช่ว-
“ตื่นแล้วเหรอนารุซาว่าคุง”
เฮือกกกก
ผมสะดุ้งสุดตัวเป็นครั้งที่สอง ความคิดทั้งหมดพลันสะดุดเอื้อมมือไปแตะด้ามปืนที่ซ่อนไว้โดยสัญชาตญาณ...
ไม่มี!!! ปืนหายไปไหน!!!
“หาไอ้นี่อยู่เหรอ หึหึ”
ปืน
กระบอกสีดำเมี่ยมที่มีตราประทับลวดลายหงส์แดงสยายปีกซึ่งมองแวบเดียวก็รู้
ว่ามันเป็นของผมเพราะเป็นปืนคู่กายมานานหลายปี
มันกำลังหมุนควงอยู่ในมือของหญิงสาวร่างบางระหงในชุดกี่เผ้าสีแดงเพลิง!
“มิโกะอากิซัง!! คุณมาทำอะไรที่นี่!!!”
...100%...
[ครบ]

เกิดอะไรขึ้นน่ะ??
ตอบลบลุ้นๆๆ อัพเร็วๆๆน่าาา~~
อิอิ><
สงสารสึกิอ้ะๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
ตอบลบใกล้จบเมื่อไร เอาให้อัคคีรู้สึกเหมือนปางตายนะไรท์ๆๆๆๆๆๆๆ T^T