วันเสาร์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

วอนรักพระเพลิงฯ : บทนำ





วอนรักพระเพลิงฯ : บทนำ


ท่ามกลางความโกลาหนวุ่นวายและน้ำสีโลหิตที่ไหลนองพื้น หลายร่างนอนหายใจโรยรินจมกองเลือดส่งกลิ่นเหม็นคาวคละฟุ้งจนอยากอาเจียน เสียงหมัดแลกหมัดของสองคนเบื้องหน้าดุเดือดอย่างไม่มีใครยอมใคร มีดเพียงหนึ่งเล่มที่ทั้งสองกำลังแย่งกันอยู่นั้นเป็นตัวกำหนดชี้ชะตาของพวกเขารวมทั้งตัวเด็กชายด้วย


มุมอับของสถานที่มีเด็กชายวัยเจ็บขวบนั่งคุดคู้ร่างกายสั่นระริกด้วยความกลัวจับจิต เม็ดเหงื่อไหลซึม ใบหน้าจิ้มลิ้มซีดเผือด หัวใจเต้นดังโครมครามจนฟังหนวกหูแต่ขณะเดียวกันมันก็ทำให้ชื่นใจว่าเขายังหายใจอยู่ ใช่ ยังมีชีวิตอยู่!


“อ๊ะ!”


ร่างที่คิดว่าได้หมดลมหายใจไปแล้วข้างกายที่นอนนิ่งแนบหน้าอันแหวะหวะกับพื้นคว้าหมับที่ข้อเท้าเล็กๆ เสียงหอบหายใจฟืดฟาดบ่งบอกให้รู้ว่านี่เป็นแรงฮึกครั้งสุดท้าย


“หว๋าาาา!! มะ ไม่นะกลัวแล้ว!! แงงงงงง!!” เด็กชายผวาร้องไห้โฮ เท้าเล็กถีบหน้าแหวะหวะของชายคนนั้นเต็มแรงเท่าที่แรงน้อยๆ จะเอื้ออำนวย แต่น่าเสียดายแรงเด็กชายจะมีปัญญาไปสู้ผู้ใหญ่ได้อย่างไร แม้คนๆ นั้นจะบาดเจ็บใกล้ตายก็ตาม


“ชะ ช่วยด้วย ฮืออออ พี่ฮะช่วยผมด้วย” เด็กชายร่ำร้องสะอึกสะอื้นน้ำตานองหน้า ตะเกียดตะกายหนีพลางร้องตะโกนขอความช่วยเหลือจากหนึ่งในสองร่างที่กำลังห้ำหั่นกันอยู่


ผู้ถูกร้องขอให้ช่วยหันมาตามเสียงร้องไห้จ้า เขาผละจากการต่อสู้ทำท่าจะเข้ามาช่วยแต่ถูกสกัดกั้นไว้ เพราะจิตใจไม่จดจ่อกับการต่อสู้จึงทำให้ถูกเฉือนต้นแขนเรียกเลือดสีแดงฉานอาบย้อมเสื้อสีขาวเป็นดวงใหญ่ น้ำสีแดงข้นไหลรวมกับรอยเลือดเกรอะกรังที่มีอยู่ก่อนหน้านี้แลดูน่าสะพรึนยิ่งนัก


“กะ แก แฮกๆ ตายซะ!!” 


“ไม่นะ!!!!” เด็กน้อยเบิกตากว้างมองปลายมีดแหลม ร่างถมึงทึงตรงหน้าแสยะยิ้มกระชากผมเด็กจนหน้าหงาย ร่างเล็กสะดุ้งสุดตัวเมื่อสัมผัสถึงความเย็นของโลหะที่จ่อคอ เสียงร้องเงียบหายเหลือเพียงเสียงสะอื้น ไม่ใช่ไม่อยากร้องแต่ร้องไม่ออกแล้วต่างหาก กลัว... กลัวมากๆ เลย


“อยู่นิ่งๆ นะมึง กูไม่ได้มีความแค้นอะไรกับมึงหรอกแต่ว่าใครใช้ให้มึงเสือกเป็นคนที่มากับมันล่ะ ไม่ต้องร้องกูจะค่อยๆ เชือดไม่เจ็บหรอก” เสียงแหบน่ารังเกียจกระซิบ มันจิบผมเด็กเหวี่ยงกระแทกผนังเต็มแรงอย่างไร้ซึ่งไร้สำนึกของความเป็นคน!


“โอ๊ย! เจ็บนะ ฮึก พอแล้ว” เด็กชายอ้อนวอนมือหนึ่งกุมหัวมือหนึ่งพยายามตะเกียดตะกายหนี ทั้งเจ็บทั้งอ่อนแรงและกลัวยิ่งกว่าสิ่งใด ดวงตาพร่าเลือนมองอะไรแทบไม่เห็น จะมีก็เพียงภาพของชายหนุ่มร่างสูงสง่าที่กำลังติดพันกับการต่อสู้เบื้องหน้าเท่านั้นที่ยังคงเด่นชัดในใจ มือเล็กเอื้อมไขว่คว้าหาร่างสูงนั้นขณะที่คมมีดแวววาวราวเพชฌฆาตกำลังรอลงอาญาปลิดชีพ แปลกจังก็เห็นว่า ‘เขา’ ยืนอยู่ตรงนั้นแต่ทำไมเอื้อมไม่ถึง...


ไม่รอดแล้ว.... เด็กชายหลับตาปี๋รอรับความตายด้วยความหมดหวัง แต่ทว่าเสี้ยววินาทีที่ปลายมีดกำลังจะปักลงกลางอกเสียงทุ้มห้าวคุ้นหูตะโกนแหวกอากาศกระทบโสต


“ฆ่ามันซะสึกิ! ฆ่ามัน!! ถ้าไม่อยากตายก็ฆ่าซะ!!” สิ้นเสียงปืนพกสีดำบนพื้นถูกร่างสูงเตะมาในระยะเอื้อมถึง เด็กน้อยลืมตาโพลงลนลานตาลีตาเหลือกฉวยปืน และ...


กรี๊งงงงงงงงงงงง!!!


เฮือก!!


ร่างโปร่งสะดุ้งตื่นผุดลุกขึ้นนั่ง กวาดตามองรอบตัวแล้วสูดหายใจเข้าออกยาวเรียกสติ เอื้อมมือไปปิดเสียงนาฬิกาปลุกบนหัวเตียง เขาอยู่ในห้องนอนของเขาไม่ใช่ลานจอดรถ ไม่มีกลิ่นคาวและสีแดงของเลือดสดๆ เสียงเครื่องปรับอากาศดังหึ่งท่ามกลางความมืดผสานกับเสียงลมหายใจเย็นชื้น ใบหน้าติดจะหวานนิดๆ พร่างพราวไปด้วยเม็ดเหงื่อ มือเรียวยกขึ้นกุมอกซ้าย


เจ็บ...


เขาสะบัดหัวไล่ความคิดว้าวุ่นออกไป ควานหาสวิตช์โคมไฟบนหัวเตียง แสงสีเหลืองนวลสว่างขึ้นช่วยให้มองเห็นนาฬิกา


ตีหนึ่งแล้วเหรอ อา... นั่นสิเขาถูกสั่งให้ไปหาตอนตีสองนี่นา

 
เด็กหนุ่มร่างสูงโปร่งอายุราวสิบแปดปีถอนหายใจก่อนพยายามเรียกขวัญกำลังใจ เขาลุกจากเตียงไปจัดการธุระส่วนตัวในห้องน้ำและออกมาอีกทีในชุดสูทสีดำสนิทเนี๊ยบตั้งแต่หัวจรดเท้า เดินหลังตรงผ่านชายในชุดสูทสีดำด้วยท่าทางมั่นคงทว่าดวงตาเฉยเมยต่อสิ่งรอบข้างแต่ในใจใครจะรู้เล่าว่าปวดร้าวเพียงใดเมื่อได้ยินเสียงครางกระเส่าดังมาจากในห้องที่เขามาหยุดยืน


ก๊อกๆ


เขาทำไม่ใส่ใจเคาะประตูห้องยืนรอด้วยท่าทางสงบเมื่อได้ยินเสียงอนุญาตจากคนข้างในจึงเปิดเข้าไป ภาพชายหญิงสองคนกำลังเริ่มบทรักกันอย่างเร่าร้อนไม่แคร์สายตาใครคือภาพแรกที่เขาเห็น ฝ่ายหญิงกำลังขย่มกายกระแทกลงบนตักร่างสูงอย่างเมามันเสื้อผ้าหลุดลุ่ยส่วนฝ่ายชายกลับยังอยู่ในสภาพดียกเว้นซิบกางเกงที่ถูกรุดลง 


ใบหน้าคมคายแต่ทว่าเย็นชาไร้ความรู้สึกแม้ยามมีเซ็กซ์เหลือบเห็นผู้มาใหม่ เขาผลักหญิงสาวออกอย่างไม่ไว้หน้า “ไม่ได้เรื่อง เธอออกไปซะ”


เพียงประโยคสั้นๆ ไม่มีการตะคอกหรืออะไรทั้งสิ้นแต่หญิงสาวกลับพยักหน้ารัวๆ ด้วยความกลัว รีบเก็บเสื้อผ้าที่เกลื่อนกลาดบนพื้นขึ้นมาแนบอกแล้วออกจากห้องไปทันที


“จัดการซะสิ”


ร่างโปร่งเม้มปาก ใจไม่อยากทำแต่ร่างกายกลับว่าง่ายเดินไปคุกเข่าลงหว่างขาร่างสูง กำแก่นกายที่ชูชันรูดขึ้นลง ร่างสูงจิ๊ปากอย่างขัดใจบีบคางมนให้เผยอออกแล้วเสือกใสแก่นกายเข้าออกจนสุดไม่สนร่างที่ไอคอกแคกด้วยเพราะแท่งร้อนมันจุกคอ ใบหน้าติดจะหวานพยายามเบี่ยงหนีแต่ถูกกดลงไปอีกซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยเพิ่มระดังความรุนแรงขึ้นตามกามารมณ์ กระทั่งรับรู้ถึงน้ำรักที่สาดลงคอบังคับให้กลืนไปรจนหมดถึงได้เป็นอิสระ


“แค่กๆ”


“หึ! ต้องแบบนี้สิถึงจะได้อารมณ์”


“....”


ร่างโปร่งหลุบตาลงไม่อยากสบสายหยามเหยียดของคนตรงหน้า ที่เรียกมาพบดึกดื่นเพราะแบบนี้เองเหรอ... ใจอยากถามแต่ปากหนักเกินพูดได้


คุณเห็นผมเป็นอะไร 


บอดี้การ์ด?


เด็กรับใช้?


หรือโสเภณี...

...100%...
[ครบ]



หลายคนอาจจะตามมาจากเรื่องสายลมในอ้อมกอดอัคนีเห็นคำโปรยหน้าเว็บแล้วอึ้งทำไมหนูสึเปี้ยนไป๋ โปรดอย่าถามว่าทำไมอิมเมจมันไปคนละทาง อิคนแต่งมันมีเหตุผลค่ะ อ่านไปเรื่อยๆ แล้วจะเข้าใจว่าทำไมคนๆ เดียวกันแต่อิมเมจต่างกันลิบ ฮ่าๆ หนูสึของเราเห็นร่างเริง(ตอนอยู่กับหนูลม)แต่อดีตนี่คนละเรื่องเลย หุหุ 
การเม้นบางครั้งก็สำคัญเพราะมันจะเป็นกำลังให้คนเขียนฮึดสู้ค่ะ ^^
To Be Continued...


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น